"อธิบดีอุทยานฯ"แจงตึกไม่ตรงแบบ-เอกสารมีปัญหาอื้อ บริษัทไม่ทำตามขั้นตอนจะจ่ายเงินได้อย่างไร ลั่นฟ้องกลับบริษัทก่อสร้าง ด้าน "เอกชน"จ่อฟ้องศาลอาญาคดีทุจริต- ศาลปกครอง ปมอุทยานฯ ไม่จ่ายค่าจ้าง ชี้ปัญหาอยู่ที่อุทยานฯ บริษัทส่งงานทุกงวดตรงเวลา ด้าน กก.ตรวจรับงาน 4 คนยื่นหนังสือขอลาออก
เมื่อวันที่ 3 ม.ค.นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ บริษัท วีอาร์ไพล์ จำกัด ได้รับการว่าจ้างจากกรมอุทยานฯให้ดำเนินการก่อสร้าง โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกรมอุทยานฯ ได้ติดป้ายประกาศ ทวงค่าจ้าง การก่อสร้างอาคาร โดยอ้างว่า สร้างเสร็จแล้ว แต่กรมอุทยานฯไม่ยอมจ่ายค่าก่อสร้างให้ ว่า โดยเหตุและผลแล้วกรมอุทยานฯไม่สามารถจ่ายเงินค่าก่อสร้างที่เหลือให้ได้เลย เพราะบริษัทไม่ทำตามขั้นตอน และระเบียบเอกสารราชการที่กำหนดเอาไว้ จะจ่ายเงินได้อย่างไร
“ทุกอย่างยังไม่ตกผลึก เจ้าหน้าที่ตรวจรับรายงานมาตลอดว่า แบบก็ไม่ถูกต้อง มีการส่งงวดงานล่วงหน้าก่อนที่งานจะเสร็จ เอกสารสำคัญต่างๆก็ไม่ครบ ที่สำคัญคือแบบไม่ถูก จะให้ผมจ่ายเงินได้อย่างไร มันเหมือนกับเราไม่ปกป้องทรัพย์สมบัติของราชการ ถ้าผมปิดตาอนุมัติไป แล้ววันหนึ่งถ้าผมเกษียณอายุ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับอาคารนี้ ผมก็จะถูกนินทาตามหลังมาได้ ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคน และประชาชนเชื่อว่า วันนี้ผมได้ปกป้องทรัพย์สมบัติของราชการอย่างดีที่สุดแล้ว"อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าว
นายธัญญา กล่าวว่า ขณะนี้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมเอกสารทั้งหมดให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา เพราะการที่บริษัททำแบบนี้ ทำให้กรมอุทยานฯได้รับความเสียหายมาก.
ด้านนายภูวเดช จันทริกานนท์ ที่ปรึกษากฎหมายบริษัทบริษัทวีอาร์ไพล์ จำกัด ผู้ดำเนินการก่อสร้าง โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ได้มีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ มาประสานให้บริษัทนำป้าย 2 ป้ายลง แต่ทางบริษัทเอาลงไม่ได้ เพราะไม่ต้องการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เข้าใจผิดว่าบริษัทผิดสัญญา ก่อสร้างอาคารเสร็จแล้ว ทำไมจึงเข้าไปทำงานไม่ได้ ที่สำคัญ บริษัทซัพพลายเออร์ ที่มาทำงานกับบริษัทในโครงการดังกล่าวก็ถามมาว่าทำไมบริษัทวีอาร์ไพล์ ไม่จ่ายเงิน ทั้งที่บริษัทส่งงานเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัญหาอยู่ที่กรมอุทยานฯ ไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้าง เอาแค่ 6 งวดแรกที่ส่งงานไป ตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย.2561 จำนวน 81 ล้านบาท ก็ยังไม่จ่าย โดยไม่ให้เหตุผลว่าทำไม ที่สำคัญที่ผ่านมา กรมอุทยานฯ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการมาคุมงาน แต่ไม่น่าจะมีคุณสมบัติตามที่สภาวิศวกรรมกำหนด เป็นต้น
เมื่อถามว่า กรมอุทยานฯ ระบุว่า สาเหตุที่ยังไม่จ่ายเงินเพราะเอกสารหลักฐานของทางบริษัทส่งไม่ครบจริงหรือไม่ นายภูวเดช กล่าวว่า ไม่จริง บริษัทส่งงานทุกงวดตรงตามเวลา มีคณะกรรมการตรวจรับถูกต้อง แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่กรมอุทยานฯ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ประสานงานกัน
นายภูวเดช กล่าวอีกว่า ขณะนี้ บริษัทได้ร่างคำฟ้องเพื่อจะฟ้องศาลคดีทุจริต เป็นคดีอาญา รวมทั้งฟ้องศาลปกครองและฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้อทั้งหมดด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกรมอุทยานฯ เป็นโครงการที่ค่อนข้างจะมีปัญหา ล่าสุด ประธานและคณะกรรมการตรวจการจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการกรมอุทยานฯ จำนวน 4 คน ประกอบด้วยนายพสิษฐ์ เอี่ยวพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักบริหารกลาง ประธานกรรมกรตรวจการจ้าง น.ส.เกี้ยวมนัส น่วมบุญลือ สถาปนิกชำนาญการ สำนักฟื้นฟูฯ กรรมการ นายอานนท์วัฒน์ วงษ์แหยม นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักฟื้นฟูฯ กรรมการ และ นายราเมศร์ ธนูบรรพ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน สำนักอนุรักษ์ฯ กรรมการ ได้ทำหนังสือถึงนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2561 เพื่อขอลาออกจากประธานและคณะกรรมการตรวจการจ้างก่อสร้างอาคารฯ แล้ว
ขอขอบคุณที่มา.. เดลินิวส์ออนไลน์ https://www.dailynews.co.th/politics/685855
"พิราบขาวนิวส์" สื่อออนไลน์ ข่าวเพื่อ..ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม "ชัดเจน เจาะลึก เพื่อส่วนรวม" www.phirapkhawnews.blogspot.com
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562
วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561
ความผูกพัน! ระหว่างเจ้าหมอก(เลียงผา) กับจนท.พิทักษ์ป่า
มีผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่งใช้ชื่อว่า
“Polawee
Buchakiet” ได้มีการแชร์ภาพเลียงผา ซึ่งได้มีการกล่าวถึงเจ้าหมอก (เลียงผา)
ว่า เลียงผาตัวนี้ เคยได้รับการเลี้ยงดูจาก จนท.พิทักษ์ป่าฯ ตั้งแต่ยังไม่หย่านม แต่พอมันโตขึ้น
ก็เพราะด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ป่า เลียงผาก็เริ่มมีการขวิดเจ้าหน้าที่แรงขึ้น
กลัวว่าหากปล่อยไว้ต่อไป เจ้าหมอกอาจจะทำร้าย จนท. ได้ ก็เลยนำเจ้าหมอกเลียงผาดังกล่าว ไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่พอนำไปปล่อยได้ไม่นาน เจ้าหมอกก็หวนกลับมาหาเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง
ไม่ว่าจะนำไปปล่อยไกลแค่ไหนก็ตาม ซึ่งเนื้อหาที่เจ้าของเฟสบุ๊คกล่าวไว้มีดังนี้
“การกลับมาของเจ้าหมอก
เจ้าหมอกเลียงผากำพร้าแสนรู้ซึ่งถูกเลี้ยงดูโดยเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่สำนักงานเขตฯตั้งแต่ยังไม่อย่านม
เมื่อมันเติบโตขึ้น
ตามสัญชาติญาณสัตว์ป่า มันเริ่มขวิดเจ้าหน้าที่แรงขึ้น
ผมเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงให้นำไปปล่อยในป่า
หายไปสองสัปดาห์มันก็ยังเดินกลับมาที่สำนักงานอีก
คราวนี้ให้นำไปปล่อยไกลขึ้นกว่าเดิม
หายไปหลายเดือนคิดว่ามันคงไปใช้ชีวิตในป่าหรือไม่ก็เป็นอาหารสัตว์ผู้ล่าไปแล้ว
กาลกลับปรากฎว่า
หมอกกลับมาหาเจ้าหน้าที่ แต่เป็นหน่วยที่อยู่ห่างไกลสำนักงานเกือบ 50 กิโลเมตร
น่าสนใจในความผูกพันของเลียงผากับผู้พิทักษ์ป่า
ภาพจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า”
ขอบคุณที่มา..
วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561
"ศปก.พป" สั่งฟันไม่เลี้ยง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมขบวนการค้าไม้ข้ามชาติ
ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ศปก.พป) สั่งฟันไม่เลี้ยง
เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง
ขบวนการไม้ข้ามชาติซุกในหน่วยป่าไม้ก่อนพยายามจะข้นย้ายลงท่าเรือเถื่อนริมแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงแสน
จังหวัดเชียงราย เพื่อลักลอบไปต่างประเทศ ก่อนจนมุมเจ้าหน้าที่
ตรวจสอบพบทำเป็นขบวนการมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐเกี่ยวข้อง นายอรรถพล เจริญชันษา
รองอธิบดีกรมป่าไม้ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติพิทักษ์ป่า (ศปก.พป) พร้อมชุดพยัคฆ์ไพร
ลงพื้นที่สั่งขยายผลให้ไล่ออกเจ้าหน้าที่หน่วยป่าไม้และให้แจ้งดำเนินคดีเพิ่มเติมพร้อมพ่อไม้ค้าไม้ในขบวนการ
และสั่งขยายผลให้ถึงที่สุดคาดยังมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐเกี่ยวข้องอีก
ความคืบหน้า การปฏิบัติการขยายผล
ต่อกลุ่มขบวนการลักลอบไม้มีค่ารายใหญ่ข้ามชาติ
ตามที่เป็นข่าวนำไม้เถื่อนมาซุกซ่อนอยู่ในหน่วยป่าไม้ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
เมื่อ 25 มี.ค.61 เวลา 03.00
น. มีกลุ่มขบวนการนำเอาไม้แปรรูปและไม้ท่อนจำนวน 20 ท่อน และไม้ประดู่แปรรูปอีก 111 แผ่น/เหลี่ยม
นำใส่รถบรรทุกมาเทกอง ไว้ภายในหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชร.13 (ดอยหลวงแปเมือง) ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และในเวลานั้นมีนายสันติ วิเวกวิน
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจป่า ทำหน้าที่เวรยามขณะนั้นโดยนายสันติ
ให้การว่าได้ออกมาตรวจสอบแต่พบว่ารถที่ขนย้ายไม้มานั้นได้ขับหายออกไปก่อนไม่สามารถจำรายละเอียดได้
และได้พบกับ
นายคำดี อินทะวงศ์
ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำแหน่งบุคคลภายนอกปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ตรวจป่า(พนักงานจ้างเหมา)
ได้เดินมาแจ้งกับนายสันติ ๆว่าตนเองเป็นผู้อนุญาตให้ นายเอกชัย ลิ้มประเสริฐ
ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของไม้นำไม้ดังกล่าวมาเทกองไว้ที่หน่วยเอง
โดยอ้างว่าเป็นไม้ที่ถูกต้อง และจะนำเอกสารมาแสดงในตอนเช้า และเมื่อตอนเช้านายคำดี
ได้นำเอกสารการได้มาของไม้จากเอกสารสิทธิที่ดิน ในเขตจังหวัดทางภาคอีสานจำนวน 19 ชุด มาทิ้งไว้ที่โต๊ะในสำนักงานโดยไม่ได้มาอธิบายอะไร นายสันติ จึงได้แจ้งให้นายวัชระ
ศักดิ์เจริญ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน หัวหน้าหน่วยๆทราบ ช่วงเวลา 8.30 น. และนายวัชระ หัวหน้าหน่วยก็ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด
โดยอ้างว่าติดภารกิจดับไฟป่าที่อื่น
ต่อมาในช่วงบ่ายของเดียวกันได้มีรถยก และรถบรรทุกสิบล้อเข้ามาขนย้ายไม้ดังกล่าวออกไป
และถูกเจ้าหน้าที่ตรวจอายัดไม้ทั้งหมด
เมื่อเวลา 18.30 น. โดย คณะเจ้าหน้าที่จาก นรข.เขตเชียงราย
,ร้อย ทพ.3103 ด่านตรวจคนเข้าเมือง
อ.เชียงแสน, ศปป.ข. ตำรวจน้ำเชียงแสน และ ,ตชด.เชียงแสน ทำการตรวจยึดรถบรรทุกสิบล้อ
จำนวน 2 คัน บริเวณบนถนนบ้านสบคำ-เชียงแสนสามแยกคุ้มขนาบโขง
หมู่ 3 บ้านป่าสักหางเวียง ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ผลการตรวจยึดมีดังนี้
รถบรรทุกสิบล้อยี่ห้อมิตซูบิชิ
หมายเลขทะเบียน 70-6393 เชียงราย
รถบรรทุกสิบล้อยี่ห้ออีซูซุ
หมายเลขทะเบียน 70-7331 เชียงราย ตรวจสอบพบไม้กระยาเลยท่อน
จำนวน 16 ท่อน และ
อีก 3 เหลี่ยมท่อน พบว่าไม่มีรอยดวงตราของเจ้าพนักงานป่าไม้
และเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอดูเอกสาร หลักฐานการเคลื่อนย้ายไม้ดังกล่าว โดยนาย
เสฏฐพัฒน์ ระลึก อายุ 47 ปี และนาย วิระ อาริยะยิ่ง อายุ 50 ปี คนขับรถไม่สามารถนำหลักฐานการเคลื่อนย้าย และการครอบครองมาแสดงได้
คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมทำการตรวจยึด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงแสน
เพื่อตรวจสอบและแจ้งให้นายวัชระ ศักดิ์เจริญ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชร.13 ทราบเพื่อมาร่วมตรวจสอบให้ข้อเท็จจริง
และในช่วงเวลาเดียวเมื่อกลุ่มขบวนการทราบว่าไม้ท่อนที่ขนย้ายออกมาจากหน่วยป่าไม้
ถูกตรวจยึดแล้วกลุ่มขบวนการจึงสั่งการให้รถบรรทุกที่ได้บรรทุกไม้ประดู่แปรรูปที่นำขึ้นบนรถเพื่อเคลื่อนย้ายออกจากหน่วยตามแผนการที่วางแผนไว้ตั้งแต่ตอนแรก
เทไม้ประดู่แปรรูปทั้งหมดทิ้งไว้ที่หน่วยป่าไม้ตามเดิมและหลบหนีไป และภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าไม้ท่อนและไม้แปรรูปทั้งหมด
เป็นไม้ที่ผิดกฎหมาย
ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 26
มีนาคม 2561 นายวัชระ ศักดิ์เจริญ ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน
จึงได้มาตรวจสอบทำบันทึกดำเนินคดี ไม้ประดู่แปรูปที่กองทิ้งไว้ที่หน่วยๆ เพื่อนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน
สภ.บ้านแซว อ.เชียงแสน ดำเนินคดีเป็นคดีแยกจากคดีไม้ท่อนอีกคดีหนึ่ง
ความคืบหน้าล่าสุด นายอรรถพล
เจริญชันษา รองอธิบดี กรมป่าไม้ และ นายชีวะภาพ
ชีวะธรรม
ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร
กรมป่าไม้พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เจียมสงวนวงศ์ ผอ.สจป.ที่ 2
(เชียงราย) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงขยายผลตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
โดยล่าสุดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า
นายคำดี อินทวงค์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตรวจป่ามีความผิดจริงฐานร่วมกับนายเอกชัย
ลิ้มประเสริฐ ร่วมกันมีไม้ท่อนและไม้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จึงมีคำสั่งให้ไล่ออกนายคำดี อินทวงค์ และนายอรรถพล
เจริญชันษา
ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบประสานงานดำเนินการไปแจ้งความเพิ่มเติมกับนายคำดี
และ
นายเอกชัย เพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน
สภ.บ้านแซวและ สภ.เชียงแสน.ทั้ง 2 คดี และให้ตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มขบวนการร่วมทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐ
ต้องดำเนินคดีให้หมดอย่างตรงไปตรงมาทั้งหมด
คาดว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเกี่ยวข้องอีกหลายคน
ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ
(คปป.)โดยการอำนวยการของ นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า
(ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ พล.ท.ผดุง
ยิ่งไพบูลย์สุข ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน., พ.ต.อ. ปัญญา ปิ่นสุข
รักษาการแทนผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และฝ่ายทหาร
ได้พยายามร่วมบูรณาการปฏิบัติการเชิงรุกต่อกลุ่มขบวนการลักลอบไม้ข้ามชาติในรูปแบบต่างมาตลอดและได้ขยายผลความผิดฐาน
พ.ร.บ.การฟอกเงิน โดยประสานส่งเรื่องราวให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการพอกเงิน
ได้ดำเนินต่อกลุ่มขบวนการและบุคคลอื่นอีกจำนวนมาก
ซึ่งจะมีการดำเนินการขยายผลให้ถึงที่สุดต่อไป
นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดี กรมป่าไม้
กล่าวว่าคดีดังกล่าวถือว่ามีความอุกอาจของกลุ่มขบวนการมาก
จากการตรวจสอบพบน่าจะเป็นกลุ่มขบวนการค้าไม้มีค่าข้ามชาติขบวนการใหญ่ของประเทศ
ที่มีเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าไปเกี่ยวข้องน่าจะหลายหน่วยงาน ซึ่งจะได้ประสาน
บูรณาการทุกหน่วยงานให้ขยายผลให้ถึงที่สุด
รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบขยายผลทางการเงินเพื่อขยายผลร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการพอกเงิน
ดำเนินการยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป
ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พล.อ.สุรศักดิ์
กาญจนรัตน์)
ได้ให้นโยบายไว้ชัดเจนโดยให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาการปรับย้ายและลงโทษ
กรณีที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการที่กระทำผิดกฎหมาย
ให้ถึงที่สุดตามแนวทาง มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561
และเน้นการร่วมบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายต่อขบวนการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าไม้แบบผิดกฎหมาย
รวมทั้งขบวนการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในเขตป่าไม้ รวมทั้งการลักลอบทำไม้มีค่าหายากโดยกลุ่มขบวนการข้ามชาติให้ถึงที่สุด
ที่มา..นาย ชีวะภาพ ชีวะธรรม
ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 (พิษณุโลก) เปิดยุทธการ “3 เกาะติด 3 ปฏิบัติ รักษาป่า”
วันอังคารที่ 3 เมษายน 2561 เวลา 10.00 น.
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 (พิษณุโลก) เปิดยุทธการ “3 เกาะติด 3 ปฏิบัติ รักษาป่า” ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีนายฐานุพงศ์
เจริญสุรภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดยุทธการ
และนายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยในการเปิดยุทธการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่
ประการที่ 2
หัวหน้าหน่วยงานได้เป็นผู้นำทีมการเดินลาดตระเวน เชิงคุณภาพ และนอนพักค้างในพื้นที่รับผิดชอบ
เพื่อเสริมสร้างความเข็มแข็งและ
ความสามัคคีในการร่วมกันป้องกันรักษาป่าให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ทั้งนี้
เพื่อเป็น การสร้างขวัญกาลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน สร้างความภาคภูมิใจ
และทัศนคติที่ ดีต่อการทางาน
ประการที่ 3 เพื่อดำเนินการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART PATROL) อย่างเข้มข้นในพื้นที่รับผิดชอบ
ประการที่ 4 เพื่อเป็นการสร้างขวัญกาลังใจแก่เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน
หากสามารถจับกุมผู้กระทาผิดเกี่ยวกับการป่าไม้มาดำเนินคดีได้ ในช่วงเดือนเมษายน 2561 จะได้รับเงินช่วยเหลือจากสวัสดิการภายในสานักบริหาร พื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 จานวนคดีละ 5,000 บาท
ณ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11
หลังจากเปิดยุทธการฯแล้ว ผอ.สบอ.11 ผอ.ส่วนอุทยานฯ
หน.อุทยานฯทุ่งแสลงหลวง นำทีมออกลาดตระเวนในป่าในเขตอช.ทุ่งแสลงหลวง คลองชมพู
ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก (พิษณุโลก)
ขอขอบคุณที่มา..นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์
ผอ.สบอ.11
วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
ศปก.พป. ขยายผลดำเนินคดี กลุ่มทุนบุกรุกยึดถือครอบครอง ลำธารน้ำตกริมอ่าวเสน จังหวัดภูเก็ต
ศปก.พป (ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม )โดยชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ,กรมสอบสวนคดีพิเศษ ,กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
,เทศบาลตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ร่วมบูรณาการเข้าขยายผลดำเนินคดีกลุ่มทุนบุกรุกยึดถือครอบครองลำธารน้ำตก
ริมอ่าวเสน จังหวัดภูเก็ต ตรวจสอบพบเกี่ยวข้องกับบ้านพักตากอากาศหรูที่เคยเป็นข่าว
และที่ถูกทางจังหวัดภูเก็ตระงับการก่อสร้าง
ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ
(คปป.)โดยการอำนวยการของ นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้
ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ พล.ท.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข.ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่
4 กอ.รมน. ,พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข
ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
,.พ.ต.ท.มนตรี บุญโยธิน รักษาการแทน
ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ,ชุดเจ้าหน้าที่เทศบาลราไวย์ ,ร่วมบูรณาการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มทุนที่บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าไม้
บริเวณอ่าวเสน ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 นำโดย นายชีวะภาพชีวะธรรม
ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้
พร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบบริเวณพิกัดอ่าวเสน
จุดที่คณะเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้เข้าตรวจสอบเมื่อกลางเดือน สิงหาคม
2560ที่ผ่านมาภายหลังมีการร้องเรียนถึงการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ
หรูบนโขดหินจนนำสู่การระงับการก่อสร้าง
จากการตรวจสอบคณะเจ้าหน้าที่ตรวจพบมีการบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ฝังตรงข้ามบ้านพักตากอากาศหรูหลังดังกล่าวบนภูเขาชัน
ตรวจพบมีการก่อสร้างบ้านพักคนงานจำนวน
9หลังและตรวจพบมีการก่อสร้างถังเก็บน้ำปิดเส้นทางน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาด้านบน
ตรวจสอบพบบริเวณต่อเนื่องกันมีการบุกรุกยึดถือครอบครอง มีการทำรั้วปิดล้อมลำธารไว้
โดยมีการปลูกต้นสัปปะรดต่อเนื่องขึ้นไปบนภูเขา
ตรวจสอบโดยละเอียดพบว่าตรงพื้นที่ดังกล่าวเป็นลานหินลำธารน้ำขนาดใหญ่
ที่ไหลลงมาจากภูเขาเมื่อสอบถามคณะเจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลราไวย์
พบว่าลานหินลำธารน้ำดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนที่ชาวบ้านเคยได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาก่อนในอดีต
จากการสอบถามผู้ที่พักอาศัยอยู่ในบ้านพัก
ได้ความว่าตนเองเป็นคนงานของ นายศุภชัย บุญหนา เจ้าหน้าที่จึงให้โทรศัพท์ประสานกับนายศุภชัย
บุญหนา นายจ้างจากการประสานในเวลาต่อมา นายศุภชัย
บุญหนา ได้เข้ามาในพื้นที่
พร้อมแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนเองเป็นผู้รับเหมาต่อช่วง
ของผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านฝั่งตรงกันข้ามกับพื้นที่ที่ตรวจสอบ
และคนงานที่อยู่ในพื้นที่ก็เป็นคนงานของตนเองและผู้รับเหมาหลัก ซึ่งตนเองทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ครอบครองของ
นายธนาธร เทียนเงิน
ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ขออนุญาตก่อสร้างบ้านพักตากอากาศหรูซึ่งอยู่ฝังตรงข้ามของถนน
และอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่จาก
กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยอ้างว่ามีหลักฐานการเสียภาษี ภบท.5 ในขณะตรวจสอบพื้นที่ไม่สามารถนำเอกสาร
ภบท.5 มาแสดงได้ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจวัดค่าพิกัดทางดาวเทียมด้วยเครื่องมือ GPS
ระบบ UTM : WGS 1984
บริเวณที่มีการครอบครองทำประโยชน์ จำนวน
8 จุด
และได้นำค่าพิกัดดังกล่าวมาถ่ายทอดลงแผนที่
1:50,000 ลำดับชุด L7018
ปรากฏว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติและอยู่นอกเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี แต่อยู่ในเขตป่าไม้ตาม พรบ.ป่าไม้ 2484, ท้องที่หมู่ที่ 1 ตำบลราไวย์
อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต คำนวณ
เนื้อที่บุกรุกยึดถือครอบครองได้ 6-0-4 ไร่
คณะเจ้าหน้าที่พิจารณาพบว่าเป็นการกระทำผิดตาม พรบ.ป่าไม้ 2484 จึงร่วมกันทำบันทึกการตรวจสอบได้มอบให้นายชีวภาพ ชีวะธรรม
ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า
นำไปดำเนินการนำไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่อไป
ที่มา นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ และหัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร
วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
รวบแล้ว!! หัวหน้าแก๊งพะยูงเหิมยิงปะทะแหวกวงล้อม จนท. พร้อมสมุนคู่ใจ
ความคืบหน้า การปฏิบัติการขยายผล ต่อกลุ่มขบวนการลักลอบไม้พะยูงรายใหญ่ข้ามชาติ ที่ยิงต่อสู้ขัดขวางการเข้าจับกุมของชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายได้ 3 รายและหลบหนีไปได้เกือบ 20 ราย
และวันนี้ (19 ม.ค. 2561) ชุดปฏิบัติการ
บก.ปทส. นำโดย พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข ได้เข้าจับกุม นายธวัชชัย รักษาศิล
และลูกน้องคนสนิทได้ตามหมายจับ ในเขตท้องที่ จ.ขอนแก่น
และนำตัวมาสอบสวนเพื่อขยายผลที่ บก.ปทส.
เวลา 17.30น ของวันนี้ โดยจะมี นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้
ผอ.ศปก.พป.และ พล.ต.ปรเมศวร์ กันมินทร์ รอง ผอ.ศปป.4.กอ.รมน. ร่วมสอบปากคำผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีนี้
ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่จาก 4 หน่วยงานหลัก
ได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ศปก.พป), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, โดยกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3, โดยกองบัญชาการสอบสวนกลาง และโดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,
ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการพอกเงิน
ร่วมบูรณาการเพื่อขยายผลต่อกลุ่มขบวนการให้ถึงที่สุด
สืบเนื่องจากกรณีหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ
(พยัคฆ์ไพร) พร้อมชุดปฏิบัติการของศูนย์พิทักษ์ไพร(ศปก.พป) ชุดปฏิบัติการของ
ศปป4.กอ.รมน. ได้เข้าปิดล้อมจับกุมและกลุ่มคนร้ายได้ต่อสู้และขัดขวางการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่
เกิดการปะทะกับกลุ่มขบวนการลักลอบทำไม้มีค่าหายาก ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง
บริเวณสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เมื่อวันที่ 21ตุลาคม พ.ศ. 2560 จากการเข้าปฏิบัติการ
และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ในระหว่างเกิดเหตุจำนวน 3 ราย และ สภ.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการอีก
22 ราย ซึ่งมี อดีตนายตำรวจยศ พ.ต.ท.รายหนึ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการ และ
ทนายความคนหนึ่งที่ร่วมกับ นายตำรวจ ยศ พ.ต.ต
ในพื้นที่อีกหนึ่งรายที่เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือด้านคดีกับกลุ่มขบวนการ
และคณะเจ้าหน้าที่ได้บูรณาการร่วมกันเพื่อขยายผลพบว่าขบวนนี้เป็นขบวนการใหญ่ระดับต้นของประเทศ ผู้ร่วมขบวนการจำนวนมาก และผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับพบว่าเป็นชาวไทยที่มีคดีลักลอบไม้พะยูงหลายคดี
และชาวเวียดนามซึ่งมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวการบังคับใช้กฎหมายจากเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ
(คปป.)โดยการอำนวยการของ นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้
ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ พล.ท.ผดุง
ยิ่งไพบูลย์สุข.ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน.,
พ.ต.อ.ปัญญา ปิ่นสุข
รักษาการแทนผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 3
ความคืบหน้าในการบูรณาการขยายผลในคดีดังกล่าว
1. ได้ลงพื้นที่เป้าหมายบริเวณ
รีสอร์ท "เรือนรัดเกล้า" ม.10 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว
จ.นครราชสีมา ตามที่จากการขยายผลตามคำให้การของนาย
สมิง สอนครบุรี ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ในที่เกิดโดยนายสมิง ผู้ต้องหาให้การว่า กลุ่มขบวนการได้ใช้รีสอร์ทดังกล่าวเป็นที่พัก
และวางแผนการของกลุ่มขบวนการในทุกครั้งที่ผ่านมา
ก่อนที่กลุ่มขบวนการจะเข้าไปลักลอบทำไม้พะยูง
และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบขยายผล
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 มีนางปิยะนันท์
ชุ่มดวงแสดงตนเป็นผู้ดูแลรีสอร์ทโดยให้การว่ารีสอร์ท "เรือนรัดเกล้า" เป็นของ
พ.ต.ท.ชุมพล เพ็งศิริ อดีตนายตำรวจนอกราชการ
และแจ้งว่าเจ้าของไปทำธุระที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังนางปิยะนันท์ ขุ่มดวง
ได้ติดต่อทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ชุมพล เพ็งศิริ
โดยให้รายละเอียดว่ารีสอร์ทดังกล่าวมีเอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็น สปก. 4-01 และภายหลัง
พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ ได้แสดงตน และขอเข้าตรวจสอบภายในรีสอร์ทโดยพบว่ารีสอร์ทดังกล่าวก่อสร้างในเขตป่าไม้
ตาม พรบ.ป่าไม้ 2484 และอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร
ตรวจสอบพื้นที่ของรีสอร์ทได้เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ คณะเจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา
ได้ข้อมูลเบื้องต้นว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการในการเดินสำรวจเพื่อออก
สปก.4-01 เท่านั้น ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารีสอร์ท
ดังกล่าวได้เปิดบริการแล้วและพบว่าน่าจะใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์
คณะเจ้าหน้าที่จะประสานการปฏิบัติข้อมูลกับทางสำนักงานปฏิรูปที่ดิน
จังหวัดนครราชสีมา เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
2. คณะเจ้าหน้าที่
ได้ขยายผลตรวจสอบในบริเวณที่เกิดตรงจุดที่ต้นพะยูงทั้งต้นที่ 1 และต้นที่2 ถูกตัดฟันตรวจพบ
ไม้พะยูงท่อนจำนวน 2 ท่อนถูกคนร้ายพยายามเคลื่อนย้ายไม้พะยูงออกมาจากบริเวณตอไม้
ออกมาทิ้งไว้บนเส้นทางตรวจพบ และล้อเข็นแตกหักไม่สามารถขนย้ายได้กลุ่มคนร้ายจึงทิ้งไว้ในเส้นทาง
คณะเจ้าหน้าที่จึงสำรวจโดยละเอียด ตรวจสอบโดยใช้การลอกลายหน้าตัดตรวจ
พิสูจน์
พบว่าเป็นไม้ที่ถูกตัดฟันและตัดทอนออกมาจากต้นเดียวกัน
คณะเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันทำบันทึกเรื่องราวเพิ่มเติมส่งให้ พนักงานสอบสวน
สภ.อุดมทรัพย์ เพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อกลุ่มขบวนการ
3. หลังจากนั้นคณะเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจสอบพื้นที่
ตรวจพบในบริเวณใกล้เคียงพบตอต้นพะยูงอีกต้นขนาดใหญ่วัดเส้นรอบวงได้ 284 เซนติเมตร ถูกตัดโค่นลงมาไม่นานและถูกแปรรูปขนย้ายไม้ออกไปยังเหลืออยู่บางส่วน
คณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยโดยละเอียดพบว่าเป็นต้นพะยูงต้นเดียวกันกับที่ผู้ต้องรายนายเสฎวุฒิ
เคนวัน ให้การรับสารภาพว่าตนเอง และกลุ่มขบวนการได้เคยเข้ามาลักลอบออกไปตั้งแต่ช่วงวันที่
28 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา และพยายามจะเข้ามาลักลอบตัดไม้พะยูงอีกต้น แต่ถูกเจ้าหน้าที่ล้อมจับกุมเสียก่อน
คณะเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันบันทึกเรื่องราวร้องทุกข์กล่าวโทษส่งให้ พนักงานสอบสวน
สภ.อุดมทรัพย์ จ.นครราชสีมา เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการเพิ่มเติมอีกคดีหนึ่ง
4. การขยายผลเกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำผิด
และเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นำโดย พ.ต.อ.ปัญญา ปิ่นสุข
รักษาการแทนผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(ในขณะนั้น) พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ ศปป4.กอ.รมน. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
ชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร (ศปก.พป) และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยหมวด รส. ร.9พัน.1
(โดย ร.อ.วัฒนา กุณา) ได้ลงพื้นที่เป้าหมาย
ตรวจสอบขยายผลรถยนต์ของกลางในคดี เป็นรถ ISUZU
สีขาว ทะเบียน 1 กต 7416 กทม.ซึ่งตรวจสอบพบว่าปลอมแปลงทะเบียน
และทะเบียนที่แท้จริง คือ ฆค 9344 กทม. จากการตรวจสอบเลขเครื่อง JE9657 เลขแชสซี MP1TFR85HBT119058 ซึ่งเป็นรถยนต์ของกลางในคดีดังกล่าว
และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบขยายผล เมื่อวันที่ 25
ตุลาคม 2560 มีนางปาทิตา ไชยชิต แสดงตนเป็นเจ้าของบ้านนำตรวจค้น และมี น.ส.นภกมล
แก้วฉายแสง มีความเกี่ยวข้องเป็นน้องสาวของนางปาทิตา
ให้การว่าเป็นผู้ใช้รถยนต์ทะเบียน ฆค 9344 โดยใช้ชื่อ น.ส.จิตรตรานิจ ไชยชิต
เป็นผู้เช่าซื้อ และเกิดปัญหาทางการเงินจึงนำรถยนต์คันดังกล่าวไปจำนำที่เต็นท์รถแห่งหนึ่ง
เมื่อปี พ.ศ. 2557 มาทราบภายหลังว่าเต็นท์รถได้ขายรถคันดังกล่าวไปแล้ว และไม่ทราบเรื่องรถยนต์คันดังกล่าวอีกเลย
และพร้อมจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อไป
และคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมเข้าตรวจสอบบริเวณเต็นท์รถยนต์ ของบริษัท เจ.เค.สมาร์ทคาร์ จำกัด ซึ่งเป็นเต็นท์รถยนต์ซึ่ง น.ส.นภกมล แก้วฉายแสง ให้การว่าได้นำรถยนต์คันที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจยึดจับกุมได้ขณะขนไม้พะยูง มาจำนำไว้ตั้งแต่ปี 2557 และภายหลังไม่ทราบว่าถูกขบวนการนำไปขนไม้พะยูงได้อย่างไร ทางด้านนาย ธนณัฏฐ์ สมบัติอมรกุล อ้างว่าไม่สามารถจำได้ว่าเป็นรถคันไหน เพราะตนเองรับจำนำไว้จำนวนมาก และกล่าวอ้างว่าน่าจะเป็นรถที่ นายภูธดา (โอ)นายหน้าค้ารถยนต์นำมาจำนำไว้ และได้ขโมยออกไปจำนวน 4 คันหลายปีมาแล้ว แต่ไม่ได้มีการแจ้งความไว้แต่อย่างใด พ.ต.อ.ปัญญา ปิ่นสุข รักษาการแทนผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเชิญนาย ธนณัฏฐ์ สมบัติอมรกุล และผู้เกี่ยวข้องเพื่อไปบันทึกสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อขยายผลตามหาผู้กระทำผิดต่อไป
5. การขยายผลความผิดฐาน พ.ร.บ. การฟอกเงิน ทางด้าน ปปง. ได้ดำเนินการคืบหน้าไปมากทำให้ทราบความเชื่อมโยงของกลุ่มขบวนการกับบุคคลอื่นอีกจำนวนมาก
ซึ่งจะมีการดำเนินการขยายผลให้ถึงที่สุดต่อไป
และวันนี้ (19 ม.ค. 2561) ชุดปฏิบัติการ
บก.ปทส. นำโดย พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข ได้เข้าจับกุม นายธวัชชัย รักษาศิล
และลูกน้องคนสนิทได้ตามหมายจับ ในเขตท้องที่ จ.ขอนแก่น
และนำตัวมาสอบสวนเพื่อขยายผลที่ บก.ปทส.
เวลา 17.30 น. ของวันนี้ และในคดีนี้ทาง พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข
ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เปิดเผยว่าวันนี้เป็นการบูรณาการกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะกองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานงานตำรวจแห่งชาติ จะ
นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดี กรมป่าไม้ กล่าวว่าคดีดังกล่าวถือว่ามีความอุกอาจของกลุ่มขบวนการมาก กลุ่มขบวนการเคยกระทำผิดทางด้านคดีไม้พะยูงมาจำนวนหลายคดี หลายท้องที่แต่ไม่ยอมหยุดการกระทำและจากการตรวจสอบพบน่าจะเป็นกลุ่มขบวนการค้าไม้พะยูงข้ามชาติขบวนการใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งได้ประสานทุกหน่วยงานให้ขยายผลให้ถึงที่สุด รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบขยายผลทางการเงินเพื่อขยายผลร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดำเนินการยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป
นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดี กรมป่าไม้ กล่าวว่าคดีดังกล่าวถือว่ามีความอุกอาจของกลุ่มขบวนการมาก กลุ่มขบวนการเคยกระทำผิดทางด้านคดีไม้พะยูงมาจำนวนหลายคดี หลายท้องที่แต่ไม่ยอมหยุดการกระทำและจากการตรวจสอบพบน่าจะเป็นกลุ่มขบวนการค้าไม้พะยูงข้ามชาติขบวนการใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งได้ประสานทุกหน่วยงานให้ขยายผลให้ถึงที่สุด รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบขยายผลทางการเงินเพื่อขยายผลร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดำเนินการยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป
ด้านนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ต้นพะยูงสองต้นดังกล่าว
ต้นแรกเป็นต้นพะยูงยักษ์ขนาดความโต 300 เซนติเมตร
ได้ถูกตัดฟันลักลอบออกไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่
2 ตุลาคม 2560 ก็ถูกตัดโคนลงอีกต้นและตัดทอนออกเป็น 6 ท่อน
แต่กลุ่มคนร้ายยังไม่สามารถลักลอบขนออกไปได้ ชุดปฏิบัติการได้ร่วมกับ นายประวัติศาสตร์
จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน นำกล้อง NCAPS นำไปติดตั้งเพื่อสอดส่องและป้องกันการเข้ามาลักลอบไม้พะยูงที่เหลือจำนวน 2
ต้นที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกันและอยู่ในบริเวณเดียวกัน
แต่กลุ่มขบวนการก็ไม่เกรงกลัวนำกำลังไม่ต่ำกว่า 23
คนพร้อมรถยนต์จำนวนหลายคันเข้ามาลักลอบขนย้ายออกไป โดยขนย้ายกันริมถนนทางหลวงหมายเลข
304 มีความพลุกพล่าน ซึ่งถือว่าอุกอาจมาก
ต้นพะยูงดังกล่าวถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดแล้วตั้งแต่เคยพบมา
และทางสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อม
สะแกราชกำลังจะใช้เนื้อเยื่อของต้นพะยูงต้นดังกล่าวสำหรับการขยายพันธ์
แต่ก็ถูกตัดโค่นไปเสียก่อนเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่จะหาต้นพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่แบบนี้ได้อีก
และในวันพรุ่งนี้จะบูรณาการหน่วยงานลงพื้นที่ขยายผลต่อเนื่องกับกลุ่มขบวนการอีกเป็นการต่อเนื่อง
นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดี กรมป่าไม้ ระบุว่าคดีดังกล่าวนี้ถือว่ามีความอุกอาจของกลุ่มขบวนการอย่างมาก
และได้ประสานการบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ พล.ต.อ.ศรีวราห์
รังสิพรามณกุล รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องประสานการปฏิบัติงานขยายผลให้ถึงที่สุดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในขบวนการดังกล่าว
ที่มา..นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
โพสต์แนะนำ
พบเห็น !! การบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า โปรดแจ้งสายด่วน ชุด ฉก.พญาเสือ โทร. 097-281-6363
พบเห็นการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า โปรดแจ้งสายด่วน ชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุ...
-
ตามที่ หน.คสช. พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้ให้นโยบาย สาวถึงผู้มีอิทธิพล ตัดไม้ รุกที่ป่า ถ้าใครไม่สนองนโยบาย หรือทำไม่ได้ จะให้คนอื่นไปทำแ...
-
ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า ( ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รุกหนักกลุ่มนายทุนบุกรุกซ้ำซาก ป่าต้นน้ำลำธาร ตรวจพบโดนดำเนินค...
-
"ข้าราชการอย่าคิดไม่ซื่อ อย่าหวังรวยทางลัด" กรมป่าไม้ตั้งหน่วย "พยัคฆ์ไพร" ปราบทุจริตเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ...

















































